วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เมียเจ้าของวุ้นมะพร้าวชื่อดังเมืองตรังร้องสื่อ สามีถูกจับเป็นแพะคดีลักน้ำมันปาล์ม


ตรัง - เมียเจ้าของร้านวุ้นมะพร้าวชื่อดังเมืองตรังร้องสื่อ สามีตกเป็นแพะถูกจับคดีลักน้ำมันปาล์มดิบไปขายแล้วใส่น้ำแทน เผยสู้คดี 17 ปีแล้วยังไม่คืบ หมดหนทางสู้ต่อ และเสียเงินไปมากแล้ว       
       วันที่ 22 ก.พ.56 นางวรรณา นาคช่วย อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 71/1 หมู่ที่ 1 ต.นาเมืองเพชร อ.สิเกา จ.ตรัง ได้เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อผู้สื่อข่าว หลังจากที่สามีคือ นายสมปอง ช่วยธานี อายุ 47 ปี ซึ่งเจ้าของวุ้นมะพร้าวน้ำหอมชื่อดัง ได้ถูกนายจ้างแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์น้ำมันปาล์มดิบ ทั้งๆ ที่ตนเองไม่ได้ทำ และผ่านมายาวนานถึง 17 ปีที่แล้ว แต่คดีก็ยังไม่คืบ กระทั่งต่อมา ศาล จ.ตรัง ได้ตัดสินให้จำคุก 4 ปี ซึ่งขณะนี้ได้รับโทษมาแล้ว 3 เดือน
      
       นางวรรณา เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่ตนกับสามียังไม่ได้แต่งงานอยู่กินกัน และตนทราบเรื่องเพียงว่า สามีได้ไปสมัครเป็นคนงานขับรถบรรทุก 18 ล้อพ่วงให้แก่บริษัท ตรังน้ำมันปาล์ม จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มรายใหญ่ โดยมีหน้าที่ขับรถบรรทุกน้ำมันปาล์มดิบไปส่งให้แก่โรงงานใน กทม. เพื่อนำไปสกัดอีกทอดหนึ่ง แต่ต่อมา ฝ่ายห้องแล็บโรงงานที่ กทม.ตรวจพบว่า มีน้ำผสมปลอมปนในน้ำมันปาล์มดิบหลายครั้ง สร้างความเสียหายต่อการสกัดน้ำมันปาล์มเป็นอย่างมาก จึงได้แจ้งให้ทางโรงงานที่ จ.ตรัง ทราบ และต่อมา มีการจับตาดูพฤติกรรมคนขับรถ ซึ่งรวมทั้งสามีของตนด้วย เนื่องจากสงสัยว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง
      
       หลังจากนั้น นายจ้างก็มาพบสามีของตนที่บ้าน พร้อมขอร้องให้พูดความจริงว่า ใครเป็นคนลักลอบถ่ายเทน้ำมันปาล์มออกจากตัวถังรถแล้วนำน้ำไปผสมน้ำปลอมปน ซึ่งสามีของตนบอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ทางนายจ้างไม่ยอมเชื่อ เนื่องจากสงสัยว่าน่าจะเป็นฝีมือของคนขับรถอีกคนที่ทำงานร่วมกับสามี ดังนั้น นายจ้างจึงขอร้องให้สามีของตนหยุดทำงานไปสักระยะจนกว่าจะจับตัวคนร้ายได้ แต่สามีของตนก็ไม่ยอมหยุดขับรถเพราะไม่ได้ทำความผิดใด และยังคงกลับไปทำงานตามปกติ
      
       กระทั่งต่อมา สามีของตนก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดี และต่อมาศาลได้ตัดสินจำคุก 6 ปี แต่ได้ยื่นอุทธรณ์จนเหลือ 4 ปี ซึ่งระหว่างนี้ก็ได้ยืมเงินนอกระบบมาเพื่อวิ่งเต้นคดีเป็นจำนวนเงินหลายแสนบาทแล้ว แต่คดีก็ยังไม่คืบหน้า ทำให้ความหวังที่จะช่วยสามีของตนให้พ้นโทษก็มืดมน เพราะอีกฝ่ายมีหลักฐานเป็นผลตรวจทางห้องแล็บที่ยืนยันว่า มีการปลอมปนของน้ำจริง ขณะที่ฝ่ายสามีไม่มีพยานที่จะมายืนยันความบริสุทธิ์ อีกทั้งเงินที่กู้ยืมมาก็กำลังถูกตามข่มขู่ทวงหนี้ ส่งผลให้สภาพจิตใจเกิดความเครียดที่ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูกที่ยังเล็กอีก 2 คน และภาระหนี้สินที่ล้นตัว
      
       ดังนั้น จึงอยากวิงวอนผู้เกี่ยวข้องเร่งช่วยให้การช่วยเหลือสามีของตนด้วย และทำความจริงให้กระจ่างในสังคม เนื่องจากตนเชื่อในความบริสุทธิ์ของสามีว่า เป็นคนไม่มีนิสัยลักขโมย ขยันทำมาหากิน และรักครอบครัว จึงเป็นไปไม่ได้ที่น้ำมันปาล์มดิบจะถูกถ่ายเทออกระหว่างทาง เพราะก่อนออกจากโรงงานจะมีการปิดซีลถังบรรจุน้ำมันเป็นอย่างดี อีกทั้งน้ำมันปาล์มดิบเหล่านี้ก็คงไม่มีโรงงานไหนอยากรับซื้อ เพราะยังไม่ได้สกัด
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อบจ.ตรัง ตั้งงบ 14 ล้านเจาะเลือดสู้โรคร้าย


ตรัง - อบจ.ตรัง ตั้งงบ 14 ล้านบาท เจาะเลือด และตรวจปัสสาวะให้แก่ประชากรทั้งจังหวัด เพื่อตรวจร่างกาย 13 รายการ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง หลังจากพบผู้ป่วยเพียบ เพราะเป็นเมืองแห่งคนช่างกิน      
       นายกิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตรัง กล่าวว่า ในปีนี้ อบจ.ตรัง ได้ตั้งงบประมาณไว้ถึง 14 ล้านบาท เพื่อให้บริการเจาะเลือด และตรวจปัสสาวะให้แก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงทั้งจังหวัด จำนวน 25,000 คน ซึ่งจะทำการตรวจร่างกายให้ 13 รายการ คือ ตรวจวัดความดัน ชั่งน้ำหนัก ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ตรวจปัสสาวะสมบูรณ์แบบ (UA) ตรวจหาหมู่เลือด (BLOOD GROUP)
      
       ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด (เบาหวาน) ตรวจหาปริมาณไขมันในเลือด (Cholesterol Triglyceride) ตรวจการทำงานของไต (BUN cleatinline) ตรวจวัดระดับกรดยูริค (โรคเกาต์) ตรวจการทำงานของตับ (SGOT, SGPT) ตรวจระดับแคลเซียมในเลือด (ToTal Caleium) ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ (TSH+T3, T4) รวมทั้งตรวจหาโรคมะเร็งจากกลุ่มเสี่ยง 10 เปอร์เซ็นต์ โดยผู้ชายจะตรวจ 3 จุด คือ ตับ ลำไส้ และต่อมลูกหมาก ส่วนผู้หญิงจะตรวจมะเร็งเต้านม ปากมดลูก ลำไส้ และท่อรังไข่
      
       สำหรับการให้บริการเจาะเลือด และตรวจปัสสาวะดังกล่าว ถือเป็นการเฝ้าระวังสุขภาพให้แก่ประชาชนชาวตรัง ซึ่งถูกบางคนตั้งฉายาเอาไว้ว่า เป็นเมืองแห่งคนช่างกินจนนำไปสู่การเป็นโรคร้ายต่างๆ จำนวนมากมายในแต่ละปี ดังนั้น โครงการนี้จึงเป็นเสมือนกับการเตือนให้ผู้เข้าร่วมโครงการทราบว่า ในร่างกายของตนมีอะไรที่ขาด จะได้ไปเติม หรือมีอะไรที่เกิน จะได้ไปลด เพราะหลังจากเจาะเลือดแล้ว ทุกๆ คนจะต้องฟังผลจากแพทย์เพื่ออธิบายให้ทราบถึงสุขภาวะของร่างกายในปัจจุบัน
      
       โดยเป็นโครงการที่ อบจ.ตรัง ให้การสนับสนุนงบประมาณมาดำเนินการ ตั้งแต่ปี 2546 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งจะกระจายไปยังกลุ่มเป้าหมาย ในวัย 35 ปีขึ้นไป ครบทุกหมู่บ้าน จนช่วยให้ประชาชนชาวตรังได้รับรู้ถึงสุขภาพของตนเองมาแล้วนับแสนๆ คน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อให้ร่างกายกลับมามีสภาพสมบูรณ์แข็งแรงเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปี 2556 จะใช้ระยะเวลาในการดำเนินโครงการไปจนถึงวันที่ 30 เมษายนนี้ หรือรวมประมาณ 3 เดือน
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

มือปืนนัดเจรจาสองผัวเมียไม่ลงตัวกระหน่ำยิงเมียดับคาที่


พัทลุง - คนร้ายนัดเจรจาสองผัวเมียตกลงกันไม่ได้ มือปืนกระหน่ำยิงเมียเข้าเบ้าตาเสียชีวิตคาที่ ซ้ำตามยิงผัวอีกชุดก่อนจะล้มลงรอดตาย เหตุคนร้ายคิดว่าเสียชีวิต
      
       วันที่ 17 ก.พ.56  ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพัทลุงว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ร.ต.ท.บุญทิพย์ วุ่นฝ้าย ร้อยเวร สภ.เขาชัยสน จ.พัทลุง รับแจ้งเหตุยิงกันเสียชีวิตบนถนนสายบ้านโคกยา-บ้านนะโม ท้องที่ ม.9 ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง หลังรับแจ้งจึงเดินทางรุดที่เกิดเหตุพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยพัทลุงการกุศลมูลนิธิ ที่เกิดเหตุพบศพหญิงทราบชื่อคือ นางสุนิสา สุวรรณ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 160 ม.5 ต.สมหวัง อ.กงหรา จ.พัทลุง ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. เข้าบริเวณเบ้าตาขวา 1 แผล ต้นคอซ้าย 2 แผล และหน้าอกขวา 2 แผล เสียชีวิตคาที่ ส่วนนายเอกชัย เกื้อคลัง อายุ 30 ปี สามี อยู่บ้านเลขที่ 273 ม.8 ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ถูกยิงด้วยปืนชนิดเดียวกันเข้าบริเวณแขนขวากระดูกแตก พลเมืองดีช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลเขาชัยสน ล่าสุด อาการปลอดภัยแล้ว
      
       จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า นางสุนิสา ผู้ตาย พร้อมด้วยสามี ถูกคนร้ายนัดมาเจรจาอะไรบางอย่าง แต่การเจรจาไม่เป็นผล 1 ใน 2 คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนชนิดดังกล่าวกระหน่ำยิงนางสุนิสาจนเสียชีวิตคาที่ ในขณะเดียวกัน นายเอกชัยสามีได้วิ่งหนีแต่คนร้ายไล่ยิงตามหลังไปถูกบริเวณแขนจนกระดูกแตก และล้มลง ซึ่งคนร้ายคิดว่านายเอกชัยตายแล้วจึงได้ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์สีขาวป้ายแดง ทะเบียน 5995 กรุงเทพมหานคร หลบหนีอย่างลอยนวล โดยปมขัดแย้งเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดสาเหตุมาจากเรื่องชู้สาว แต่ไม่ตัดประเด็นขัดแย้งธุรกิจมืดทิ้ง ซึ่งจะได้เร่งสืบสวนสอบสวนหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

แม่เฒ่าวัย 89 ปีถ่อสังขารร่วมบวชป่าเขาบรรทัดอยากเห็นป่าอยู่คู่กับชุมชนสืบไป


ตรัง - ชาวละมอ จ.ตรัง ร่วมกับภาคีเครือข่ายทำพิธีบวชป่า สร้างจิตสำนึกรักษ์ป่าต้นน้ำบนเทือกเขาบรรทัดอย่างยั่งยืน สุดอึ้งแม่เฒ่าวัย 89 สังขารไม่เอื้อ แต่ขอให้ลูกหลานพาขึ้นไปปลูกป่าด้วย
      
       วันที่ 17 ก.พ.56  ชุมชนคนละมอ จ.ตรัง ร่วมกับสภาองค์กรชุมชน ต.ละมอ องค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด และภาคีแนวร่วมกว่า 200 คน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมบวชป่า ปล่อยปลา ที่ป่าหนานภู ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า หมู่ที่ 4 บ้านทุ่งส้มป่อย ต.ละมอ เพื่อสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาป่าต้นน้ำในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยได้นิมนต์ พระสมพร อัตตะมะโน เจ้าอาวาสสำนักพระพุทธบาทควนสงฆ์ พระลูกวัด และแม่ชี เข้าทำพิธีบวชป่าในครั้งนี้ โดยชาวบ้านเชื่อว่า หากพระสงฆ์ทำพิธีบวชป่าแล้วจะทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าตัดไม้ทำลายป่าอีก ซึ่งถือเป็นการใช้กุศโลบาย และวัฒนธรรมความเชื่อผสมผสานเพื่ออนุรักษ์ผืนป่าของชุมชน ต.ละมอ
      
       สำหรับการบวชป่าในครั้งนี้ ชาวบ้านจะต้องจอดรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ไว้ข้างล่าง และเดินเท้าเข้าไปในป่าประมาณ 1 กม. ตลอดระยะทางเต็มไปด้วยโขดหินในลำธาร และทางขึ้นเขาที่ลาดชันรกปลกคลุมไปด้วยต้นไม้ แต่เมื่อขึ้นไปถึงก็พบกับสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้นานาชนิดขึ้นอยู่กันเป็นจำนวนมาก เช่น ต้นไทรขนาดใหญ่อายุกว่า 100 ปี ที่ขึ้นอยู่บนที่สูงจากพื้นดินประมาณ 3 เมตร ชาวบ้าน และพระต้องนำจีวรปีนขึ้นไปห่ม และทำพิธีบวชป่า เช่นเดียวกับต้นตะเคียน ต้นตะแพน และไม้ชนิดอื่นๆ กว่า 20 ต้น
          ขณะที่ นางพริ้ม ชุมเชื้อ อายุ 89 ปี ชาวบ้าน ต.นาข้าวเสีย อ.นาโยง และผู้สูงอายุหลายคนได้พยายามถ่อสังขารโดยการให้ลูกหลานประคองขึ้นไปร่วมบวชป่าในครั้งนี้ด้วย โดยบอกว่า แม้ว่าตนจะไม่ได้อยู่ในชุมชนแห่งนี้ แต่เมื่อทราบว่ามีการจัดกิจกรรมบวชป่าก็อยากจะมาร่วมด้วย แม้ทราบดีว่า สภาพพื้นที่ป่าทุรกันดารลำบากขนาดไหน และสังขารจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม แต่ตนก็จะไปร่วมพิธีครั้งนี้ให้ได้ เพราะชอบการปลูกต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ และต้องการเห็นป่าอยู่คู่กับชุมชน และลูกหลานสืบไป
      
       สำหรับป่าหนานภู สภาพพื้นที่เป็นป่าดิบชื้น มีเนื้อที่ประมาณ 1,500 ไร่ โดยเมื่อปี 2533 ในสมัยที่ นายสายัณห์ ทองสม เป็นผู้ใหญ่บ้าน ได้ร่วมกับชาวบ้าน และภาคีเครือข่าย ประกาศเจตนารมณ์ที่จะรักษาผืนป่าหนานภูให้อยู่คู่กับชุมชน โดยมีกติการ่วมกันว่า หากผู้ใดมีที่อยู่อาศัยติดกับแนวเขตป่าจะต้องไม่บุกรุกตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งต้องปลูกป่าเสริม และคอยสอดส่องดูแล หากพบเห็นการตัดไม้ทำลายป่าต้องแจ้งให้คณะกรรมการหมู่บ้านทราบในทันที
          ส่วนชาวสวนยางพาราริมป่า ก็ให้ปลูกพืชแซมเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน โดยไม่ใช้สารเคมี รักษาสิ่งแวดล้อม และฟื้นฟูแหล่งเพาะพันธุ์ จนทำให้ได้รับธงพระราชทานหมู่บ้านสีเขียว จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
      
       ปัจจุบัน ป่าหนานภูมีความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้นานาชนิด ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กจำนวนมาก ที่สำคัญ ยังเป็นป่าต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนชาว อ.นาโยง ทั้งนี้ ที่ผ่านมาชาวบ้าน ต.ละมอ และคณะกรรมการหมู่บ้านเห็นว่า พื้นที่ ต.ละมอ ที่ผ่านมามักจะมีปัญหาแนวเขตที่ไม่ชัดเจน ทำให้มีปัญหาฟ้องร้องกัน และต่อมาชาวบ้านได้มีมติร่วมกันว่า ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะมีการเดินแนวเขตร่วมกับชาวบ้าน เพื่อหาแนวเขตป่ากับที่อยู่อาศัยของชาวบ้านให้ชัดเจนมากกว่านี้
      
       โดยใช้หลักฐานภาพถ่ายทางอากาศ และออกหนังสือรับรองข้อมูลการทำประโยชน์เป็นรายแปลง เพื่อควบคุมไม่ให้ชาวบ้านขยายพื้นที่บุกรุกเข้าไปในเขตป่าเพิ่มเติมได้ และใช้เป็นหลักฐานยืนยันแนวเขตทางกฎหมายต่อไป
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

วัยรุ่นชุมพรอำมหิตยิงคู่อริพลาดไม่สะใจถอยรถทับจนตาย


ชุมพร - คู่อริขับรถยนต์ไล่ยิงวัยรุ่นแต่กระสุนพลาด เลยเร่งเครื่องปาดหน้าจน จยย.ล้มกลางถนน แสดงความอำมหิตถอยทับหัวเละ ส่วนเพื่อนอีกคนวิ่งหนีตายได้ทัน หลังมีเรื่องเขม่นกันมาจากสถานบันเทิงกลางเมืองชุมพร
      
       เมื่อเวลา 01.20 น.วันที่ 17 ก.พ.56  พ.ต.ท.พัฒนา กองช่าง สารวัตรเวร สภ.เมืองชุมพร ได้รับแจ้งมีเหตุวัยรุ่นขับรถไล่ยิงกันมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บที่บริเวณถนนเลียบทางรถไฟ ต.ท่าตะเภา เขตเทศบาลเมืองชุมพร จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยตำรวจชุด นปพ.ชุดสายสืบ และ นพ.วิบูลย์ ทองด้วง แพทย์นิติเวช รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิชุมพร
      
       ที่เกิดเหตุเป็นถนนอยู่ในย่านชุมชนกลางเมืองตรงข้ามกับปั๊มน้ำมัน ปตท.ทองมีบริการ ห่างจากสถานบันเทิง ปาป้า 2000” และสถานีรถไฟชุมพร ประมาณ 150 เมตร ที่กลางถนนพบร่างผู้เสียชีวิตทราบชื่อ นายวัชิรา คำผิว หรือต่าง อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 250/16 ถนนไตรรัตน์ ต.ท่าตะเภา อ.เมือง จ.ชุมพร ใส่เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีน้ำตาล นุ่งกางเกงยีนส์สีดำ สภาพศพนอนคว่ำหน้าที่ศีรษะเละกะโหลกเปิดหายไปเกือบหมด เศษชิ้นเนื้อ และมันสมองกระจายเกลื่อนพื้น แขนขาหัก มีแผลฉกรรจ์เหวอะหวะทั่วตัว
      
       บริเวณที่เกิดเหตุข้างถนนมีรถ จยย.ยี่ห้อยามาฮ่า สีขาว รุ่นมีโอ สภาพใหม่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนล้มตะแคงติดอยู่กับฟุตปาธ ห่างจากศพประมาณ 10 เมตร พบนาฬิกาข้อมือ 1 เรือน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และมีดสปาร์ต้า 1 เล่ม ยาวประมาณ 2 ฟุต ตกอยู่กลางถนน และมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 1 คน ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้ตาย ทราบชื่อ นายศรัญ วงค์สุภาลักษณ์ อายุ 20 ปี บ้านอยู่ใกล้วัดสุบรรณนิมิต เขตเทศบาลเมืองชุมพร ยืนหน้าตื่นอยู่ที่เกิดเหตุ
      
       จากการสอบสวนทราบว่า นายวัชิรา คำผิว หรือฉายา ต่างวัดสุบรรณเนื่องจากมีชื่อเสียงเรื่องยกพวกทะเลาะวิวาทกับวัยรุ่นทั้งใน และนอกพื้นที่อยู่บ่อยครั้งจนเป็นที่เกรงขามในหมู่วัยรุ่นด้วยกัน จนเป็นที่รู้จักทั่วไป โดยก่อนเกิดเหตุช่วงค่ำ ได้พาเพื่อนๆ 4-5 คน ไปกินเหล้าเลี้ยงฉลองวันเกิดในสถานบันเทิงดิสโก้เธค ปาป้า 2000” และได้มีเรื่องเขม่นกับวัยรุ่นนักเลงต่างถิ่นในสถานบันเทิงดังกล่าว
      
       จนกระทั่งสถานบันเทิงใกล้ปิด กลุ่มผู้ตายได้เดินออกมา และแยกย้ายกันกลับบ้าน โดยนายศรัญเป็นคนขัยรถ จยย. และนายวัชิรา หรือ ต่างวัดสุบรรณนั่งซ้อนท้ายโดยนายวัชิราได้เอามีดสปาร์ต้าที่ซ่อนไว้ใต้เบาะรถออกมาถือซุกไว้ในเสื้อ ขณะนายศรัญขับรถ จยย.ออกมาได้ราว 100 เมตร กลุ่มวัยรุ่นนักเลงต่างถิ่นคู่อริได้ซุ่มรอดูอยู่ในรถยนต์กระบะอีซูซุตอนครึ่ง สีบรอนซ์เงิน ไม่ทราบทะเบียน เมื่อเห็นนายศรัญขับรถ จยย.ออกไป จึงขับไล่ตามแล้วคนนั่งเบาะข้างได้ชักปืนออกมายิงไล่หลังไป 2 นัด แต่กระสุนพลาด ทำให้นายศรัญเร่งเครื่องรถ จยย.ขับหลบหนี แต่ไม่ทันการณ์ได้ถูกรถยนต์กระบะของคู่อริพุ่งแซงปาดหน้าจนรถ จยย.เสียหลักล้มลง ทำให้นายวัชิราที่นั่งซ้อนท้ายหล่นกลิ้งอยู่กลางถนน ส่วนนายศรัญคนขับ จยย.บาดเจ็บเล็กน้อยได้วิ่งหนีหลบเข้าไปในปั๊มน้ำมัน
      
       จากนั้นปรากฏว่า รถยนต์กระบะคันดังกล่าวหลังจากได้ขับปาดหน้ารถ จยย.จนเสียหลักล้มลง คนขับได้เบรกรถแล้วถอยหลังกลับมาด้วยความเร็วพุ่งทับไปที่ศีรษะและร่างของนายวัชิรา หรือ ต่างวัดสุบรรณที่ได้รับบาดเจ็บร้องครวญครางอยู่กลางถนนจนกะโหลกระเบิดออกเป็นชิ้นๆ มันสมองกระเกลื่อนบริเวณ แล้วคนขับได้ขับรถเดินหน้าทับร่างของนายวัชิราอีกรอบ จากนั้นได้เร่งเครื่องหลบหนีมุ่งหน้าไปทางสะพานคู่ข้ามรางรถไฟออกไปตามถนนสายเมืองชุมพร ตำรวจได้วิทยุสกัดตามเส้นทางหลบหนีแต่ไร้วี่แวว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมกลุ่มวัยรุ่นนักเลงต่างถิ่นมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อช.หาดเจ้าไหม งัด กม.จัดการกรุ๊ปทัวร์แอบเที่ยวเกาะเชือก


ตรัง - อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง งัดมาตรการเด็ดขาด เตรียมจัดการกรุ๊ปทัวร์ที่ยังแอบย่องเข้าไปเที่ยวเกาะเชือกอีก ทั้งๆ ที่ได้สั่งปิดเพราะเกิดปะการังฟอกขาวมาหลายปีแล้ว      
       นายณรงค์ คงเอียด นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ รักษาการหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง กล่าวว่า ตามที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ได้รับประกาศจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉบับลงวันที่ 5 มิถุนายน 2555 เรื่องปิดการท่องเที่ยวบริเวณเกาะเชือก แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลชื่อดังของจังหวัดตรัง ซึ่งถูกบรรจุเป็น 1 ใน 4 ของแพกเกจทัวร์แบบวันเดียว อันสืบเนื่องมาจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว เมื่อช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ก็เพื่อให้แนวปะการังเกิดการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วนั้น
      
       โดยที่ผ่านมา อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว ห้ามมิให้นำนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวยังบริเวณเกาะเชือก เพื่อให้ปะการังได้ฟื้นตัวกลับคืนสู่ธรรมชาติ แต่ก็ยังคงมีผู้ประกอบการบางรายแอบนำนักท่องเที่ยวเข้าไป แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ก็อาจสร้างความเสียหายต่อแนวปะการังได้ และหากถูกจับกุมก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 18 และมาตรา 25 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
      
       ทั้งนี้ บริเวณเกาะเชือก ถือเป็นจุดสำคัญที่สุดของจังหวัดตรัง ซึ่งได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวอย่างรุนแรง ดังนั้น ทางนักวิชาการจึงเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะสั่งปิดการท่องเที่ยวในบริเวณนี้ต่อเนื่องไปไม่น้อยกว่า 2-3 ปีข้างหน้า ถึงแม้ที่ผ่านมา จะเริ่มมีแนวปะการังฟื้นตัวมามากแล้วก็ตาม และไม่เห็นด้วยต่อการเสนอให้เปิดการท่องเที่ยวบริเวณเกาะเชือกเฉพาะในบางช่วง เพราะในความเป็นจริง คงไม่สามารถควบคุม หรือกำหนดนักท่องเที่ยวที่เหมาะสมได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของทางอุทยานฯ มีจำนวนจำกัด
โดย.. ASTVผู้จัดการออนไลน์

ปธ.หอการค้าตรังแนะร้านค้ารายย่อยปรับตัวรับมือห้างใหญ่ขยายสาขา


ตรัง - ประธานหอการค้าเมืองตรัง แนะให้ร้านค้ารายย่อยเร่งปรับตัวเพื่อรับมือการเข้ามาขยายสาขาของห้างยักษ์ใหญ่ ที่เกิดเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง ขณะที่ห้างท้องถิ่นก็เตรียมดินหน้าปรับปรุงรูปโฉมใหม่สู้

       นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง เปิดเผยถึงกระแสข่าวการเข้ามาขยายสาขาของห้างบิ๊กซี บริเวณถนนรัษฎา ช่วงตรงข้ามกับตลาดวังยาว หรือติดกับศูนย์กายภาพบำบัดเก่าว่า ทราบว่าขณะนี้ได้มีการเจรจาขอเช่าที่ดินเนื้อที่ 20 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี หากมีการเปิดดำเนินการขึ้นมาก็จะมีผลกระทบทั้งในแง่บวกและแง่ลบ เนื่องจากห้างบิ๊กซี จะมีรูปแบบธุรกิจคล้ายๆ กับห้างโลตัส หรือห้างแม็คโคร การเกิดขึ้นของห้างยักษ์ใหญ่อาจมีผลกระทบต่อยอดขายของร้านค้าส่งในท้องถิ่นได้ แต่จะทำให้ร้านโชวห่วย หรือร้านขายของชำมีทางเลือกมากขึ้นสำหรับการซื้อหาสินค้าที่หลากหลายมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคในท้องถิ่น
      
       “ทั้งนี้ การที่ปัจจุบันได้มีการเข้ามาขยายสาขาของห้างยักษ์ใหญ่ในจังหวัดตรังเป็นจำนวนมาก จะส่งผลดีในเรื่องของเงินสะพัด เพราะมีชาวจังหวัดใกล้เคียง เช่น พัทลุง สตูล เดินทางเข้ามาใช้บริการ และส่วนหนึ่งก็ถือโอกาสมาใช้จ่ายในร้านค้าทั่วไปด้วย เช่น ร้านโชวห่วย ร้านอาหาร อีกทั้งยังเป็นการสกัดมิให้ชาวตรังอีกจำนวนหนึ่งเดินทางเพื่อนำเงินออกไปชอปปิ้งในต่างจังหวัด เช่น ห้างเซ็ลทรัล สาขาสุราษฎร์ธานี หรือสาขาหาดใหญ่ ขณะที่ภาษี หรือรายได้ที่เข้าสู่ห้างต่างๆ ในจังหวัดตรังก็มีบางส่วนที่จะถูกนำกลับมาพัฒนาท้องถิ่นด้วย และยังช่วยให้ประชาชนลูกหลานชาวตรังจำนวนหนึ่งมีงานทำด้วยนายสลิล กล่าวและว่า
          อย่างไรก็ตาม หอการค้าจังหวัดตรัง ก็มีแนวคิดที่อยากจะส่งเสริมห้าง หรือร้านค้าในท้องถิ่นให้เกิดการพัฒนา และเปลี่ยนแปลงธุรกิจให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งต่างก็ต้องการความสะดวกสบายในการเข้ามาใช้บริการมากยิ่งขึ้น เช่น เปลี่ยนเวลาเปิด-ปิด จาก 08.00-17.00 น. ไปเป็น 11.00-20.00 น. หรือจากเปิดวันจันทร์-เสาร์ หยุดวันอาทิตย์ ไปเป็นเปิดวันอังคาร-อาทิตย์ หยุดวันจันทร์ เนื่องจากลูกหลานหลายคนไม่อยากสืบทอดกิจการร้านค้าในท้องถิ่นต่อไปอีกแล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะทำธุรกิจส่วนตัว หรือแฟรนไชน์ที่กำลังจะเกิดมากขึ้นในอนาคต จึงจำเป็นที่ร้านค้าในท้องถิ่นต้องรีบเร่งปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง
      
       ขณะที่นายจิรายุสถ์ พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ ห้างสิริบรรณชอปปิ้ง เซ็นเตอร์ ธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นรายใหญ่ที่สุดของจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า การเข้ามาขยายสาขาของห้างบิ้กซี คงมีผลกระทบในช่วงแรกอย่างแน่นอน แต่ในส่วนของตนคงไม่รุนแรงเหมือนกับร้านค้าในท้องถิ่นทั่วๆ ไป และการแข่งขันของแต่ละห้างที่เริ่มมีเยอะก็จะยิ่งสูงขึ้น เพียงแต่ในระยะยาวหากตลาดขยายตัวมากขึ้นผลกระทบก็อาจลดลง ซึ่งคงต้องรอดูรูปแบบ และการบริหารของห้างบิ๊กซีที่ชัดเจนอีกครั้ง ขณะที่ทางห้างสิริบรรณฯ ก็จะเดินหน้าปรับปรุงรูปโฉมใหม่ให้ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์สินค้า หรือเคาน์เตอร์ขายสินค้า แต่คงไม่ก่อสร้างอะไรเพิ่มเติมอีก เนื่องจากมีเนื้อที่ค่อนข้างจำกัด
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

ชุมพรประกาศปิดอ่าว 3 เดือน หวังเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ


ชุมพร - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศปิดอ่าว 3 เดือน ช่วงฤดูปลาวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อน เผยผลการปิดอ่าวในช่วงนี้ทำปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น
          ที่ลานอเนกประสงค์เทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ในฤดูปลามีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน หรือปิดอ่าว ประจำปี 2556 โดยมี ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง นายปฐม สาธิตานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยผู้บริหารกรมประมง ตัวแทนสมาคมประมง จาก จ.ประจวบคิรีขันธ์ ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ ร่วมพิธีหลายพันคน
      
       โดยพิธีประกาศปิดอ่าวอย่างเป็นทางการ ได้มีพิธีบวงสรวงพระรูป พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงค์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ การปล่อยเรือตรวจการณ์ประมงออกปฏิบัติการในทะเล และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มทรัพยากรประมง
          ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ในฤดูปลามีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน หรือปิดอ่าว บังคับใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2496 มีการปรับปรุงแก้ไขให้มีความเหมาะสมหลายครั้ง ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ใช้บังคับในปัจจุบัน เป็นประกาศ ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ ระหว่างวันที่ 15 ก.พ.-15 พ.ค. ของทุกปี เป็นระยะเวลาห้ามทำการประมงด้วยเครื่องมือประมงบางชนิด ในพื้นที่ประมาณ 26,400 ตารางกิโลเมตร หรือ 16.5 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี
      
       ทั้งนี้ จากการประเมินผลทางวิชาการ ตามมาตรการปิดอ่าว ปี 2554-2555 พบว่า ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาทูฟื้นฟูได้อย่างเห็นชัดเจน มีปริมาณการจับเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนปิดอ่าวมากกว่า 2 เท่า สามารถรักษาระดับปริมาณเฉลี่ยได้กว่า 1 แสนตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท การประกาศปิดอ่าวจึงเป็นแนวทางอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนที่ชาวประมงต้องช่วยกันปฏิบัติตามประกาศอย่างเคร่งครัด
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

ตร.ชุมพรรวบผู้ต้องตามหมายจับความมั่นคงชายแดนใต้ พร้อมยาบ้า-ไอซ์ กว่า 10 ล้าน


ชุมพร - ตำรวจชุมพรรวบผู้ต้องหาหมายจับคดีความมั่นคงชายแดนใต้ ลักลอบขนยาเสพติดได้ยาบ้ากว่า 40,000 เม็ด ยาไอซ์ 1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท      
       วันที่ 14 ก.พ.56 ที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร พล.ต.ท.ยงยุทธ เจริญวานิช ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.เอิบ คงกล่ำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดีสำคัญตามหมายจับ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ก่อความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
      
       ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก พ.ต.อ.วิมล พิทักษ์บูรพา ผกก.สภ.เมืองชุมพร ได้นำกำลังตั้งด่านตรวจป้องกันปัญหายาเสพติด และอาชญากรรม จนสามารถจับกุม นายมะยา มะแซะมะ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22/4 หมู่ 4 ต.ปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี นายสักกือรี แนปาแด อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 125 หมู่ 1 ต.รูสะมิแด อ.เมือง จ.ปัตตานี พร้อมของกลางยาบ้า 40,000 เม็ด ยาไอซ์ 1 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท และรถยนต์กระบะ 4 ประตู มิตซูบิชิ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กย 6331 ชลบุรี เงินสด 20,760 บาท ได้ที่บริเวณถนนเพชรเกษม สายชุมพร-ระนอง หลัก กม.ที่ 508 หมู่ 6 ต.วังใหม่ อ.เมือง จ.ชุมพร ขณะขับรถหลบหนีด่านตรวจจนเสียหลักพลิกคว่ำที่บริเวณดังกล่าว จนเป็นเหตุให้ นายสักกือรี แนปาแด อายุ 33 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกควบคุมตัวอยู่ที่โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ส่วนนายมะยา มะแซะมะ อายุ 34 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 รายถูกตำรวจจับกุมหลังประสบอุบัติเหตุ
      
       นอกจากนั้น ยังมีผลงานการจับกุมของ พ.ต.ท.ฉลาด พลนาการ รอง ผกก. (ป.) สภ.เมืองชุมพร ปฎิบัติหน้าที่หัวหน้าด่านตรวจถาวรประตูภาคใต้ บ้านพละ หมู่ 3 ถ.เพชรเกษม ต.เขาไชราช อ.ปะทิว จ.ชุมพร พร้อมกำลังตั้งด่านตรวจสามารถจับกุม น.ส.สวาด วงค์คลัง อายุ 33 ปี นายนาวี ศรีจันทร์เคน อายุ 34 ปี นายอภินันท์ แซ่กู่ อายุ 25 ปี น.ส.พัทธนันท์ พรหมเพชร อายุ 32 ปี นายธานี คงรักษ์ อายุ 31 ปี และนายภูมิพัฒน์ แก้วทับทิม อายุ 33 ปี โดยนายภูมิพัฒน์ ได้แสดงบัตรประจำตัวนายทหารยศ ร.ต.ภูมิพัฒน์ แก้วทับทิม สังกัดกองทัพบก ลงเลขที่ 34/54 และได้ฉวยโอกาสวิ่งขึ้นรถที่ขับติดตามมาอีกคันที่จอดรอดูท่าทีอยู่หลบหนีไปได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบต้นสังกัดว่าเป็นนายทหารจริง หรือแอบอ้าง โดยตำรวจสามารถตรวจยึดของกลางรถยนต์กระบะ 2 คัน ยาบ้ารวม 22,294 เม็ด เงินสด 100,000 บาท อาวุธปืนขนาด 6.35 ไม่มีทะเบียน 1 กระบอก
      
       พล.ต.ท.ยงยุทธ เจริญวานิช ผบช.ภ.8 กล่าวว่า จากนโยบายมาตรการตั้งด่านตรวจจุดตรวจเข้มแข็ง และมาตรการกวาดล้างยาเสพติด ส่งผลให้สามารถจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดในพื้นที่ จ.ชุมพร ได้จำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นประตูภาคใต้ และทางผ่านไปยังจังหวัดอื่นๆ ของภาคใต้ โดยเฉพาะการจับกุม นายสักกือรี แนปาแด อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 125 หมู่ 1 ต.รูสะมิแด อ.เมือง จ.ปัตตานี และพวก พร้อมของกลางยาบ้า 40,000 เม็ด ยาไอซ์ 1 กิโลกรัม
      
       จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายสักกือรี มีหมายจับศาลจังหวัดปัตตานี หมายที่ ฉฉ.201/2550 ข้อหาเป็นบุคคลต้องสงสัยตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีส่วนพัวพันเกี่ยวกับคดีก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ได้ประสานหน่วยงาน ป.ป.ส.และความมั่นคงมาสอบสวนขยายผลถึงขบวนการค้ายาเสพติดซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ต่อไปแล้ว
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บุกทลายแก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติที่โก-ลก ตัวเบ้งหนีทัน


นราธิวาส - ทหารและตำรวจสนธิกำลังบุกทลายเครือข่ายนายหน้าค้ามนุษย์ข้ามชาติที่ อ.สุไหงโก-ลก เผยระดับตัวเบ้งๆ หนีไปได้ แต่ก็รวบระดับแกนพร้อมชาวโรฮิงญาและพม่าอีก 6 คน เชื่อจะสามารถสาวไปได้ทั้งขบวนการ
      
       วันที่ 6 ก.พ.56 พ.อ.จรัญ เอี่ยมฐานนท์ หัวหน้าชุดป้องกันภัยแทรกซ้อน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ร่วมสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสุไหงโก-ลก เจ้าหน้าที่ทหารชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 36 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สุไหงโก-ลก จำนวน 50 นาย ใช้กฎอัยการศึกบุกจู่โจมตรวจค้นเป้าหมาย 6 จุด ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นสถานที่อาศัยของกลุ่มเครือข่ายนายหน้าค้าโรฮิงญาข้ามชาติ
       
       โดยในทำเนียบขบวนการกลุ่มค้ามนุษย์รายใหญ่ มีนายยูซูป อาลี หรือกูรเมียร์ เป็นผู้ซื้อชาวโรฮิงญาจากนายหน้าในพื้นที่ จ.ระนอง โดยมีนายอาแว ยานยา หรือแบมะ และนายรอแม อาแว ทั้ง 2 คนทำหน้าที่ธุรกรรมด้านการเงิน ส่วนนายหมัด หรือบังโรตีเซเว่น ทำหน้าที่ดูแลและส่งเสบียงอาหารให้แก่ชาวโรฮิงญาที่กลุ่มเครือข่ายค้ามนุษย์ได้ซ่อนตัวไว้ในป่าบริเวณพรมแดนด้าน อ.ตากใบ และ อ.สุไหงโก-ลก รวมทั้งแอบตัวซ่อนไว้ตามบ้านเช่าในเขตชุมชนต่างๆ เพื่อรอแอบส่งตัวเดินทางลักลอบเข้าประเทศมาเลเซีย โดยชุดนี้มีจำนวนหลายร้อยคน
      
       จากการตรวจค้นเป้าหมาย 6 จุดในครั้งนี้พบว่า กลุ่มเครือข่ายนายหน้าระดับบิ๊กสามารถไหวตัวหลบหนีไปได้ ยกเว้นที่เป้าหมายร้านขายโรตีชื่อ ซามิสา เลขที่ 11-13 ถนนชื่นมรรคา เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ซึ่งอยู่ตรงข้ามธนาคารกรุงไทย เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวนายนูรูสลาม อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน พร้อมชาวโรฮิงญาและชาวพม่าซึ่งทำงานอยู่ในร้านรวม 6 คน
       
       นอกจากนี้ จากการตรวจสอบภายในหลังร้านพบว่า มีการซอยห้องพักไว้เป็นล็อกๆ ซึ่งในแต่ละห้องมีเสื้อผ้าที่จำเป็นวางและแขวนไว้ แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในห้องพักไม่มีเลยแม้แต่คนเดียวขณะที่เจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมนายนูรูสลาม พร้อมทั้งชาวโรฮิงญาและพม่าไปสอบสวนขยายผล ก่อนที่จะส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
      
        ทั้งนี้ แหล่งข่าวแจ้งว่า นายนูรูสลามเป็นบุคคลหนึ่งที่เกี่ยวโยงและพัวพันรู้เห็นกับกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ที่เจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบสวนขยายผลถึงกลุ่มขบวนการเครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามชาติ และคาดว่าจะได้ข้อมูลเพื่อบุกทลายแหล่งซ่อนตัวของชาวโรฮิงญาจำนวนหลายร้อยคน ที่กลุ่มค้ามนุษย์เตรียมลักลอบส่งตัวเข้าประเทศมาเลเซีย
ข้อมูลจาก.. ASTV Manager ภาคใต้

ผู้ว่าฯ ตรังชี้แจงเหตุผลไม่ให้ 145 โรฮิงญาขึ้นฝั่ง


ตรัง - พ่อเมืองตรังชี้แจงการให้ชาวโรฮิงญาขึ้นฝั่งได้ จะต้องเป็นไปตามความเหมาะสมเฉพาะกรณี หลังจากหารือร่วมกันกับหน่วยงานความมั่นคงแล้ว พร้อมยึดหลักสิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรมเต็มที่
       
       จากกรณีที่มีการผลักดันกลุ่มชาวโรฮิงญา จำนวน 145 คน ออกไปนอกพื้นที่ ขณะกำลังเข้ามาจอดลอยลำอยู่บริเวณหน้าชายหาดปากเมง หมู่ที่ 4 ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา ขณะโดยสารเรือที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม และแออัดอย่างมาก ทั้งนี้ พบชาวโรฮิงญาที่เป็นผู้หญิง 4 คน และเด็ก 2 คน โดยมีอายุ 6 ปี กับอายุ 10 ปี รวมทั้งยังมีคนป่วยที่เป็นผู้ชายอีหลายคนด้วย โดยที่เรือลำนี้ต้องลอยคออยู่กลางทะเลมาถึง 16 วันแล้ว นับตั้งแต่โดยสารออกมาจากรัฐยะไข่ ประเทศพม่า จนมีชาวโรฮิงญาต้องเสียชีวิตไปแล้วถึง 4 คน ก่อนที่ต่อมา กองเรือภาคที่ 3 จังหวัดพังงา จะมาผลักดันชาวโรฮิงญากลุ่มนี้ออกไปนอกน่านน้ำไทย เพื่อให้เดินทางต่อไปยังประเทศที่ 3 ท่ามกลางการท้วงติงของกลุ่มพี่น้องชาวมุสลิมที่มองว่าไม่เหมาะสมนั้น
      
       วันที่ 5 ก.พ.56 นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวชี้แจงว่า ในวันดังกล่าวทางจังหวัดได้รับแจ้งสถานีตำรวจน้ำกันตังว่า พบเรือกำลังบรรทุกชาวโรฮิงญาลอยลำอยู่ที่บริเวณเกาะมุกด์ แต่ยังไม่เข้ามาในเขตฝั่งของจังหวัดตรัง ตนจึงสั่งให้ผู้นำท้องถิ่นเข้าไปตรวจสอบ โดยชาวโรงฮิงญากลุ่มนี้แจ้งความประสงค์ว่า ต้องการเดินทางไปยังประเทศมาเลเซีย จึงได้ดำเนินการตามนโยบายด้วยความเหมาะสม คือ ช่วยเหลือในเรื่องของอาหาร น้ำ และน้ำมันเรือ เพราะขณะนั้น ชาวโรฮิงญากำลังอยู่ในสภาพที่อดอยาก ขณะเดียวกัน เมื่อประสานไปยังกองเรือภาคที่ 3 ก็ได้รับแจ้งมาว่า ไม่ควรส่งเสริมให้กลุ่มอพยพเหล่านี้ขึ้นฝั่ง และถ้าหากพวกเขามีความต้องการจะเดินทางไปยังประเทศที่ 3 เจ้าหน้าที่จะช่วยลำเลียงไปสู่เป้าหมายโดยปลอดภัย
      
       นอกจากนั้น ยังมอบหมายให้สถานีตำรวจน้ำกันตังนำเจ้าหน้าที่พร้อมเรือออกไปดูแลชาวโรฮิงญาทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวก และช่วยเหลือเป็นการเบื้องต้น ก่อนส่งมอบให้กองเรือภาคที่ 3 ดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนการให้อพยพขึ้นฝั่งมาอย่างง่ายดายนั้นถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ เพราะเกรงจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง เช่น ขณะนี้จังหวัดตรังไม่มีศูนย์กักกันสำหรับการรองรับโดยเฉพาะ ส่วนที่จังหวัดสงขลาก็กำลังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างเต็มแล้ว รวมไปถึงตามสถานีตำรวจต่างๆ ที่ต้องรับภาระชาวโรฮิงญาเหล่านี้ จนสร้างความยุ่งยาก และความสับสนให้แก่หน่วยที่รับผิดชอบ ขณะเดียวกัน การส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งดูได้จากกลุ่มชาวโรฮิงญาจำนวนมากที่ประเทศไทยต้องดูแลอยู่ในขณะนี้
      
       อีกทั้งจากกรณีล่าสุด ที่เกิดขึ้นภายในบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดตรัง ซึ่งต้องรับภาระช่วยเหลือดูแลทั้งในเรื่องของอาหารการกิน และเรื่องที่พักให้แก่กลุ่มชาวโรฮิงญา ทั้งชาย และหญิง จำนวน 13 คน โดยเป็นเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 12 คน และเป็นผู้หญิง อายุ 40 ปี เพียงคนเดียวนั้น ก็ปรากฏว่า ในช่วงหลังมาเริ่มประสบปัญหาในเรื่องของการพยายามจัดระบบ เพราะชาวโรฮิงญาบางคนไม่ค่อยจะมีระเบียบวินัย หรือมักจะทำอะไรตามใจของตนเอง และใช้งานลูกหลานตัวเล็กๆ แทน เช่น ให้ซักผ้า ล้างจาน รวมทั้งบางคนก็ไม่ยอมทำอะไรเลย เพราะมีที่กินที่อยู่ค่อนข้างสะดวกสบาย เสมือนกับการใช้วิถีชีวิตเดิมตามปกติของพวกเขา ทำให้ภาระทั้งหมดต้องตกอยู่กับทางเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องรับทราบ
      
       ดังนั้น จังหวัดตรังจึงจำเป็นจะต้องดำเนินการตามแนวทางนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของหน่วยงานทางด้านความมั่นคง โดยเฉพาะกองทัพเรือซึ่งรับผิดชอบดูแลเขตน่านน้ำของไทย ยกเว้นกรณีที่กลุ่มชาวโรฮิงญาแอบลักลอบขึ้นฝั่งมาเอง หรือจำเป็นต้องขึ้นฝั่งด้วยเหตุสุดวิสัย เช่น เรืออับปางคงจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเหมือนอย่างเช่นกรณีอื่นๆ ด้วยการควบคุมตัวไปกักกัน ดูแลเรื่องอาหารและที่พัก ประสานส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 และยังต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาลักลอบเข้าเมืองด้วย
      
       แต่อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดก็ยืนยันว่าทุกขั้นตอนที่ดำเนินการจะเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรมทุกประการ ส่วนจะมีการอะลุ้มอล่วยให้ชาวโรฮิงญาสามารถขึ้นฝั่งได้ในกรณีใดบ้าง คงเป็นความเห็นร่วมกันจากหลายๆ หน่วยงานเท่านั้น ขณะเดียวกัน กลุ่มพี่น้องชาวมุสลิมในจังหวัดตรัง ยังได้นำภาพถ่ายเหตุการณ์ที่นายสมาน ลิปพันธ์ อดีต ส.อบจ.ตรัง เขต อ.กันตัง และกรรมการอิสลามประจำ จ.ตรัง ได้นำเรือพร้อมเสบียงลงไปช่วยเหลือ 145 ชาวโรฮิงญา ขณะลอยลำอยู่หน้าเกาะมุกด์มาให้ผู้สื่อข่าวดู
      
       ทั้งนี้ จากภาพบอกให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่บนลำเรือ ซึ่งนอกจากจะแออัดยัดเยียดแล้ว ยังค่อนข้างจะสกปรกอย่างมากด้วย แถมยังไม่มีอาหาร น้ำ หรือยารักษาโรคหลงเหลืออยู่ในเรือเลย จนส่งผลให้ชาวโรฮิงญา 4 คน ต้องล้มป่วยตายไประหว่างทาง และจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ทราบชะตากรรมของชาวโรฮิงญากลุ่มดังกล่าว หลังจากได้ถูกผลักดันออกไปยังประเทศที่ 3 แล้ว

ข้อมูลจาก..ASTV Manager ภาคใต้

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

ม.อ.ตรังทุ่ม 500 ล้านสร้างศูนย์ประชุม-ศูนย์กีฬานานาชาติ




 ตรัง - ม.อ.ตรัง ทุ่มงบประมาณจำนวนกว่า 500 ล้านบาท สรัางศูนย์ประชุม และศูนย์กีฬาที่ใหญ่ที่สุดในฝั่งอันดามัน เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมตั้งแต่ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับนานาชาติ

          รศ.พักตรา คูบุรัตถ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตตรัง กล่าวว่า ขณะนี้ ม.อ.ตรัง อยู่ระหว่างพัฒนาสถานที่โดยรอบซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง ให้เป็นศูนย์ประชุม และศูนย์กีฬาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมตั้งแต่ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการก่อสร้างศูนย์ประชุมเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา เพื่อให้มีความยิ่งใหญ่ที่สุดในฝั่งทะเลอันดามัน และมีความใกล้เคียงกับศูนย์ประชุมนานาชาติของ ม.อ.หาดใหญ่ ซึ่งจะสามารถรองรับผู้คนได้ถึง 3,000 คน พร้อมติดตั้งระบบแสงสีเสียง และเวทีการแสดงอย่างอลังการแบบครบวงจร เพื่อใช้จัดกิจกรรมทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนได้ทั้งหมด
      
       โดยเฉพาะงานอีเวนต์ หรือการจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อการสื่อสารกับผู้บริโภค ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคปัจจุบัน และจังหวัดตรังเองก็ยังไม่มีสถานที่ใดที่จะรองรับกิจกรรมนี้ได้ เบื้องต้น ได้มีการก่อสร้างตัวอาคาร และโครงสร้างทั้งหมดในเฟส 1 เสร็จสิ้นไปแล้ว ด้วยงบประมาณ 262 ล้านบาท และยังเหลือการตกแต่งภายใน หรือการติดตั้งครุภัณฑ์ ในเฟส 2 ด้วยงบประมาณ 62 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 304 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเสร็จสิ้น และเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2556 พร้อมทั้งมีแนวคิดที่จะจัดหาบริษัทเอกชนเข้ามาบริหารศูนย์ประชุมดังกล่าว เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และดูแลจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบ
      
       นอกจากนั้น ม.อ.ตรัง ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างศูนย์กีฬาขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการจัดการแข่งขันกีฬาในทุกๆ ระดับ ด้วยงบประมาณในเฟส 1 จำนวน 125 ล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วย สนามฟุตบอล พร้อมอัฒจันทร์มีหลังคาฝั่งทิศตะวันตก ซึ่งจุผู้ชมได้ 1,500 คน สนามเทนนิส 2 สนาม สนามไดรฟ์กอล์ฟ สระว่ายน้ำ 2 สระ ขนาด 25 เมตร และ 50 เมตร พร้อมหลังคาคลุมทั้งหมด และโรงยิมเนเซียมพร้อมอัฒจันทร์ ซึ่งจุผู้ชมได้ 2,000 คน ยังเหลือการติดตั้งครุภัณฑ์ ตกแต่งสถานที่ และก่อสร้างถนนลาดยางโดยรอบ ซึ่งต้องใช้งบประมาณในเฟส 2 อีก 153 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 279 ล้านบาท โดยน่าจะเสร็จสิ้น และเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2557

ข้อมูลจาก..ASTV Manager ภาคใต้

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

แข่งเรือพื้นบ้านเมืองตรัง กินอาหารทะเลสดๆ ที่งานเบิกฟ้าหาดสำราญ




ตรัง-อ.หาดสำราญเปิดยิ่งใหญ่ งานเบิกฟ้าหาดสำราญ อาหารทะเล เสน่ห์ธรรมชาติ ครั้งที่ 4 พร้อมกิจกรรมมากมาย โดยเฉพาะการแข่งเรือพื้นบ้านที่หาชมได้ยากแล้วในปัจจุบัน

          วันที่ 20 ม.ค.56  ที่บริเวณสวนสนร้อยปี ชายหาดสำราญ อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง นายกิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง เป็นประธานเปิดงานเบิกฟ้าหาดสำราญ อาหารทะเล เสน่ห์ธรรมชาติ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2556 โดยมีภาคส่วนต่างๆ และประชาชนจำนวนมากไปร่วมกิจกรรม งานเบิกฟ้าหาดสำราญได้จัดขึ้นเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวของหาดสำราญให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป อีกทั้งเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้แก่ประชาชนที่ประกอบกิจการภาคการท่องเที่ยว และส่งเสริมสนับสนุนอาชีพประมง รวมทั้งเป็นการสร้างความตระหนักและเห็นคุณค่าในการอนุรักษ์ ดูแล รักษาทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ตลอดไป โดยมีจุดเด่น มีเอกลักษณ์ และมีเสน่ห์ ดังสโลแกนที่ว่า "สนร้อยปีลู่ลม ชมตะวันตกดิน กินอาหารทะเลสด ที่หาดสำราญ"
      
       สำหรับกิจกรรมภายในงานเบิกฟ้าหาดสำราญ มีทั้งการออกร้านจำหน่ายอาหารทะเลสด การจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอทอป การจัดนิทรรศการ การแข่งขันฟุตบอล การแข่งขันดนตรีโฟล์ก และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะกิจกรรมการแข่งเรือพื้นบ้าน (เรือพลีส) ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นกีฬาพื้นบ้านที่มีความสนุกสนาน แต่สามารถหาชมได้ยากมากแล้วในปัจจุบัน และเหลือเพียงไม่กี่แห่งแล้วในจังหวัดตรัง ทุกๆ ฝ่ายจึงได้พยายามที่จะหาทางอนุรักษ์ไว้
      
       ทั้งนี้ ตำบลหาดสำราญมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลอันดามัน และมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง เนื่องจากมีแหล่งธรรมชาติที่สวยงาม โดยเฉพาะทะเลที่ยังอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งสัตว์น้ำชุกชุม นอกจากนั้นยังมีเส้นทางออกไปสู่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของทะเลอันดามันตอนใต้ และสามารถติดต่อเชื่อมโยงกับพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ ตำบลหาดสำราญยังมีวิถีวัฒนธรรมของประชาชนแบบชาวประมง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จึงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์